Categories
Article

ความเคลื่อนไหวอาคารเขียว

ปัจจุบันการออกแบบอาคารเขียว หรือ ทำอาคารให้เป็นอาคารเขียวในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากวงการการออกแบบรวมทั้งเจ้าของอาคารค่อนข้างมากเนื่องจากกระแสการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลก และการคำนึงถึงการประหยัดพลังงานและรักษาสภาพแวดล้อม หากแต่การทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องและตรวจวัดได้นั้น หลายหน่วยงานหันมาพึ่งพาเกณฑ์อาคารเขียว ซึ่งเป็นเกณฑ์การให้คะแนนความเขียวในการคำถึงการลดใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของอาคารด้านต่าง ๆ เช่น สถานที่ตั้งและการออกแบบส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ การมีเปิดพื้นที่โล่งที่มีคุณภาพ การไม่สร้างผลกระทบที่ไม่ดีต่อพื้นที่รอบข้างทั้งระหว่างการก่อสร้างและเมื่ออาคารเสร็จแล้ว การประหยัดพลังงานและน้ำในอาคาร การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการคำนึงถึงคุณภาพของสภาวะแวดล้อมด้านอากาศ แสงสว่างและอุณหภูมิภายในอาคาร

เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวนั้นมีขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2533 คือเกณฑ์ BREEAM ปัจจุบันมีอาคารได้รับการรับรองจากเกณฑ์ BREEAM แล้วกว่า 250,000 โรงการ สำหรับเกณฑ์ของต่างประเทศที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยคือ LEED นั้น เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 และปัจจุบัน ณ ไตรมาสแรกของ ปี พ.ศ. 2557 มีอาคารที่ได้รับการรับรองแล้วรวมกันมีพื้นที่มากกว่า 10.5 พันล้านตารางฟุตหรือเกือบ 1  พันล้านตารางเมตรทั่วโลก เมื่อดูสถิติของปริมาณพื้นที่โครงการที่ขอรับรองอาคารเขียวของ LEED จะพบว่ามีปริมาณน้อยในช่วงปีแรกๆ และมาได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์อาคารเขียวอื่นๆ  เช่น BREEAM ของอังกฤษ CASBEE ของญี่ปุ่นจะพบว่าเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงกระแสความสนใจในการออกแบบโครงการให้เป็นอาคารเขียวและได้รับการรับรองตามเกณฑ์ประเมินเหล่านี้

สำหรับเกณฑ์อาคารเขียวของไทย Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for New Construction and Major Renovation หรือ TREES นั้นเพิ่งทำการเปิดตัวในปี พ.ศ. 2555 และดำเนินการโดยสถาบันอาคารเขียวไทย น่าจะใช้เวลาสักระยะจึงจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทย เริ่มหันมาให้ความสนใจในการทำโครงการที่จะขอรับรองอาคารเขียว บริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจบางแห่งเริ่มมีประกาศเป็นนโยบายขององค์กรว่าอาคารใหม่จะต้องเป็นอาคารเขียวเท่านั้น การประกวดแบบในหลายๆ โครงการมีข้อกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ออกแบบมีที่ปรึกษาอาคารเขียวหรืออกแบบตามแนวทางเกณฑ์อาคารเขียวแนวทางใดแนวทางหนึ่งเพิ่มขึ้น หรือเริ่มมีการปรับปรุงอาคารเดิมให้มีประสิทธิภาพทางด้านพลังงานและการจัดการอาคารให้สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันเกิดการขาดแคลนบุคลากรที่สามารถเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารเหล่านี้ เนื่องจากจะต้องการบุคลากรที่เข้าใจหลากหลายมิติของการออกแบบอาคารเขียวด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมีข้อมูลทางเทคนิคค่อนข้างมาก

การก่อสร้างอาคารเขียวนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่แนวความคิดตามกระแสนิยม หากแต่เป็นเกณฑ์ที่อาคารทั่วไปควรจะต้องทำตามให้ได้ หากวงการออกแบบและก่อสร้างอาคารเข้าใจตรงกันพร้อมทั้งได้รับความต้องการมาจากเจ้าของอาคารด้วย ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติในการออกแบบ การจัดการการก่อสร้าง และการผลิตวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาคารต่าง ๆ ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศที่การออกแบบอาคารตามเกณฑ์อาคารเขียวเป็นที่นิยม การขอรับรองอาคารเขียวนั้นควรจะเริ่มวางแนวคิดตั้งแต่ออกแบบโครงการ แต่อาคารจะได้รับการรับรองต่อเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นและมีการตรวจสอบระบบต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามที่ออกแบบแล้ว  อาคารแรกของประเทศไทยที่ขอรับรองอาคารเขียวคือ Interface FLOR Mfg. Facility. Ext. ซึ่งได้รับการประเมินอาคารเขียว LEED จาก USGBC ประเทศสหรัฐอเมริกาในระดับ certified เมื่อปี พ.ศ. 2550  ปัจจุบันมีอาคารในประเทศไทยที่สมัครเพื่อขอรับรองอาคารเขียวจาก USGBC จำนวนเกือบ 127 โครงการ และได้รับการรับรองแล้วจำนวน 71 โครงการ สำหรับเกณฑ์ TREES ของประเทศไทยที่เพิ่งเปิดตัวในปี พ.ศ. 2555 นั้นปัจจุบันมีอาคารลงทะเบียนเพื่อขอการรับรองจำนวนกว่า 60 โครงการ และได้รับการรับรองไปแล้ว 7 โครงการ  ได้แก่

1.             โชว์รูมสำนักงานและศูนย์บริการโตโยต้าเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ระดับ Gold

2.             โชว์รูมสำนักงานและศูนย์บริการโตโยต้าเภตรา ถนนบางบัวทอง-สุพรรณ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ระดับ Gold

3.             ร้าน 7-Eleven สาขาธาราสแควร์ ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ระดับ Platinum

4.             อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ สำนักพระราชวังสนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ระดับ Platinum

5.             อาคาร IDEO Mobi Sathorn ถนนกรุงธนบุรี เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร  ระดับ Silver

6.             อาคาร National ITMX อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  ระดับ Gold

7.             อาคารซีพี ออลล์ อะคาเดมี่ (อาคารเรียนปัญญาภิวัฒน์) ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ระดับ Gold

ตัวอย่างแนวทางการออกแบบ eco-dealership ของโครงการโชว์รูมและศูนย์บริการในเครือโตโยต้า มีดังนี้

·        การจัดวางผังอาคารและภูมิทัศน์ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อลดความร้อนภายในบริเวณอาคาร

·        การอนุรักษ์น้ำ โดยการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำ และ การเลือกใช้น้ำจากแหล่งน้ำทดแทนน้ำประปา

·        การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าและแสงสว่าง ทั้งจากระบบปรับอากาศ ระบบแสงสว่าง การออกแบบผังอาคารให้มีความสว่างของแต่ละพื้นที่เหมาะสมกับการใช้งาน หรือการใช้อุปกรณ์อัตโนมัติควบคุมแผงไฟ

·        การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดและสะท้อนความร้อนสู่อาคาร ทั้งทางผนัง กระจก และหลังคา

·        การควบคุมคุณภาพสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร ทั้งการป้องกันมลภาวะจากภายนอก และการป้องกันไม่ให้มลภาวะที่เกิดภายในอาคารไหลเข้าสู่ระบบปรับอากาศ รวมถึงการหลีกเลี่ยงวัสดุที่มีสารพิษภายในอาคาร

สำหรับโครงการโชว์รูมและศูนย์บริการโตโยต้า ไทยเย็น จำกัด สาขาปากช่อง จ.นครราชสีมา นั้นเลือกใช้การวางอาคารในทิศทางที่เหมาะสม มีบ่อน้ำช่วยทำความเย็นบริเวณหน้าโครงการ มีการเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่เดิมและปลูกต้นไม้เพิ่มในโครงการ ใช้วัสดุปูพื้นที่สามารถปล่อยให้น้ำฝนซึมผ่านลงดินได้ ลดพื้นที่ติดตั้งระบบปรับอากาศ มีช่องระบายและถ่ายเทอากาศ ใช้กระจกประหยัดพลังงาน ใช้หลอด LED และใช้ระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง

การออกแบบอาคารเขียวนั้น มีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการก่อสร้างไปสู่การผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยการเปลี่ยนความต้องการของตลาด ซึ่งจะไปผลักด้นให้ผู้ผลิตทั้งในส่วนของผู้ออกแบบอาคาร และผู้ผลิตวัสดุประกอบอาคารต้องปรับกระบวนการผลิตให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจึงจะสามารถขายงานได้ ในแง่ของเทคโนโลยีในการประหยัดพลังงานนั้น สามารถแบ่งเป็น

              1)  การประหยัดพลังงานระหว่างก่อสร้าง คือการเลือกระบบการก่อสร้างที่รวดเร็วและใช้พลังงานน้อย เช่น การทำซ้ำ การใช้วัสดุที่แข็งแรงทำให้ใช้ปริมาณน้อย การใช้ระบบการก่อสร้างแบบ prefabrication

              2)  การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงานระหว่างการใช้งาน ซึ่งได้แก่การออกแบบให้อาคารมีความสามารถในการป้องกันความร้อนที่ดี และลดภาระการทำความเย็นด้วยการใช้วัสดุผนังที่สามารถกันความร้อนได้ดี หรือ ใช้วัสดุฉลาด เช่น วัสดุที่เมื่อเปลี่ยนสถานะสามารถดูดความร้อนจำนวนมากและทำให้อากาศรอบข้างเย็น (Phrase change material -PCM) สำหรับวัสดุโปร่งแสงก็มีหลากหลายประเภท ทั้งกระจกประหยัดพลังงานที่ป้องกันความร้อนได้ดีแต่ยอมให้แสงสว่างเข้าไปในอาคารได้มาก กระจกประเภท

เทคโนโลยีของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในอาคารก็จะมีการปรับให้มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ทำให้ประหยัดพลังงาน เช่น การใช้หลอดไฟแบบ LED ที่ปัจจุบันราคายังสูงอยู่แต่ก็มีแนวโน้มในการลดลงอย่างรวดเร็ว การใช้ไฟฟ้าแสงสว่างร่วมกับการใช้แสงธรรมชาติ การใช้เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูงที่สามารถปรับได้ตามภาระการทำความเย็น เช่น ระบบ VAV  และ ระบบ displacement ventilation  ระบบการนำความเย็นกลับมาใช้ใหม่ (heat exchanger) การใช้ระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ (building management system) การปรับเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะในสำนักงานมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาแทน ทั้งนี้ระบบเกี่ยวกับการปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน มักจะเป็นระบบที่มีการใช้งานมานานแล้ว แต่ไม่นิยมมากนักในประเทศไทยอาจจะเนื่องจากราคาและความไม่เคยชิน ซึ่งในอนาคตน่าจะมีการใช้มากขึ้นตามความต้องการในการออกแบบอาคารเขียว นอกจากนี้ค่าไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นตลอดเวลาซึ่งเป็นส่วนผลักดันที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง เมื่อความต้องการไฟฟ้าในอาคารน้อยลง การผลิตไฟฟ้าใช้เองให้พอเพียงด้วยการติดตั้งระบบผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้ระบบโซล่าเซลล์ ก็ทำได้ง่ายขึ้น หลายประเทศได้หยุดการสร้างโรงงานไฟฟ้าจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล และแหล่งพลังงานนิวเคลียร์แล้วหันมาส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกันอย่างจริงจัง ทำให้ยอดการติดตั้งระบบต่าง ๆ เหล่านี้สูงขึ้นอย่างมาก

                            หลอด LED                                        ปลั๊กไฟช่วยตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าควบคุมได้จากคอมพิวเตอร์

นอกจากการผลิตวัสดุที่เมื่อมาอยู่ในอาคารจะช่วยในการประหยัดพลังงานแล้ว ยังมีความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตวัสดุเองด้วย ซึ่งเป้าหมายคือการลดการใช้พลังงานในโรงงานเอง การที่ทำให้วัสดุปนเปื้อนสารพิษน้อยที่สุดโดยการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสม  และการใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยที่สุดโดยการเลือกใช้วัตถุดิบในประเทศหรือปรับเปลี่ยนส่วนผสมให้มีการนำเอาวัสดุรีไซเคิลมาเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ก็ทำให้ในส่วนของโรงงานเองสามารถลดการใช้พลังงานและผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นด้วย

                          คอนกรีตบล็อกที่ใช้คาร์บอนไดออกไซต์ในการผลิต                 พื้นไม้จากเศษไม้ที่ใช้ทำลังหรือที่รองต่างๆ    

                                  (http:www.buildinggreen.com)                              (http:www.buildinggreen.com)                           

บทความโดย   ผศ.ดร.ชนิกานต์ ยิ้มประยูร ประธานอนุกรรมการศึกษาฉลากสำหรับอาคารเขียว และกรรมการสถาบันอาคารเขียวไทย

Categories
Article

บทความศูนย์การเรียนรู้ธนาคารกสิกรไทย เป้าหมายสู่ LEED Platinum (ผศ.ดร.จตุวัฒน์ วโรดมพันธ์)

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารกสิกรไทย เป้าหมายสู่ LEED Platinum  (ตอนที่ 1)
โดย ดร. จตุวัฒน์ วโรดมพันธ์ LEED AP, TREES-A

อาจารย์ประจำ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ท่ามกลางกระแสอาคารเขียวทั้งในและต่างประเทศที่กำลังทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ทั้งในไทยและในต่างประเทศ องค์กรชั้นนำต่างๆ ในประเทศไทยเองก็ปรับตัวรับกับกระแสเหล่านี้ โดยได้มีการนำอาคารที่กำลังสร้างใหม่และอาคารเดิมของตนเข้าร่วมโครงการประเมินอาคารเขียวในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกณฑ์ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) อย่างเป็นทางการ ซึ่งองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารกสิกรไทย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ไทยออยล์ Citibank HSBC ตลอดจนองค์กรภาครัฐและเอกชน อีกเป็นจำนวนมากที่ได้มีนโยบายการประกวดแบบและจัดจ้าง ให้อาคารต้องผ่านเกณฑ์ LEED ไม่ว่าจะเป็นระดับรางวัลใดรางวัลหนึ่งเป็นอย่างน้อย  ผู้เขียนขอแนะนำอาคารเขียวแห่งใหม่ของธนาคารกสิกรไทยที่มุ่งหวังที่จะผ่านการรับรองระดับสูงสุด LEED Platinum จาก USGBC (US Green Building Council) อาคารใหม่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การเรียนรู้ธนาคารกสิกรไทย บางปะกง  อาคารถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารพักอาศัยสำหรับพนักงานของธนาคารที่มาเข้าร่วม งานสัมมนา และเพื่อใช้ในการจัดงานสัมมนาเพิ่มเติมนอกเหนือจากพื้นที่การสัมมนาในอาคารหลักที่มีอยู่เดิม โครงการอาคารศูนย์การเรียนรู้ใหม่นี้เป็นอาคาร 4 ชั้น และชั้นกึ่งใต้ดิน 1 ชั้น เป็นชั้นพักอาศัย 3 ชั้น ตั้งแต่ชั้น 2-4 ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวม 52 ห้อง ส่วนชั้นที่ 1 เป็นชั้นเรียน ซึ่งประกอบด้วยห้องบรรยายขนาดใหญ่ ความจุ 150 ที่นั่งจำนวน 4 ห้อง และส่วนประชาสัมพันธ์ ส่วนชั้นกึ่งใต้ดินเป็นพื้นที่ส่วนบริการ ห้องเครื่อง และที่จอดรถ 
แนวความคิดในการออกแบบของโครงการเป็นไปตามเกณฑ์อาคารเขียวระดับสากล  ซึ่งก็คือ LEED  โดยเป็นไปตาม LEED สำหรับอาคารใหม่ หรือ New Construction (NC) Version 3  ซึ่งหากอาคารนี้ผ่านการรับรองระดับ Platinum  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ LEED  จะทำให้เป็นอาคารหลังแรกทีได้ผ่านเกณฑ์ประเภท NC V3 เป็นหลังแรกของไทย  โดยอาคารต้องสามารถทำคะแนนได้ 80 คะแนนขึ้นไปจาก 110 คะแนน และต้องผ่านข้อบังคับทั้ง 8 ข้อของ LEED   ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะได้คะแนนราว 82 คะแนน ทั้งนี้จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าหากทางธนาคารต้องการทำคะแนนเพิ่มขึ้นกว่านี้ก็สามารถกระทำได้ แต่การลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้นมากเกินกว่างบประมาณที่วางไว้มาก ดังนั้น การทำคะแนนในแต่ละข้อต้องมีความถูกต้องและชัดเจนตามข้อกำหนดของ LEED  เนื่องจากคะแนนที่ใกล้กับคะแนนขั้นต่ำของระดับรางวัล Platinum มาก การมีส่วนร่วมและการประสามงานของทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก วิศวกร เจ้าของโครงการ  และที่สำคัญที่สุดคือ ที่ปรึกษา LEED  ที่จะต้องตีความหมายคะแนนและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้มีข้อผิดพลาดในการทำคะแนนให้น้อยที่สุดผู้เขียนขอแนะนำอาคารเขียวแห่งใหม่ของธนาคารกสิกรไทยที่มุ่งหวังที่จะผ่านการรับรองระดับสูงสุด LEED Platinum จาก USGBC (US Green Building Council) อาคารใหม่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การเรียนรู้ธนาคารกสิกรไทย บางปะกง  อาคารถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารพักอาศัยสำหรับพนักงานของธนาคารที่มาเข้าร่วม งานสัมมนา และเพื่อใช้ในการจัดงานสัมมนาเพิ่มเติมนอกเหนือจากพื้นที่การสัมมนาในอาคารหลักที่มีอยู่เดิม โครงการอาคารศูนย์การเรียนรู้ใหม่นี้เป็นอาคาร 4 ชั้น และชั้นกึ่งใต้ดิน 1 ชั้น เป็นชั้นพักอาศัย 3 ชั้น ตั้งแต่ชั้น 2-4 ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวม 52 ห้อง ส่วนชั้นที่ 1 เป็นชั้นเรียน ซึ่งประกอบด้วยห้องบรรยายขนาดใหญ่ ความจุ 150 ที่นั่งจำนวน 4 ห้อง และส่วนประชาสัมพันธ์ ส่วนชั้นกึ่งใต้ดินเป็นพื้นที่ส่วนบริการ ห้องเครื่อง และที่จอดรถ 
แนวความคิดในการออกแบบของโครงการเป็นไปตามเกณฑ์อาคารเขียวระดับสากล  ซึ่งก็คือ LEED  โดยเป็นไปตาม LEED สำหรับอาคารใหม่ หรือ New Construction (NC) Version 3  ซึ่งหากอาคารนี้ผ่านการรับรองระดับ Platinum  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ LEED  จะทำให้เป็นอาคารหลังแรกทีได้ผ่านเกณฑ์ประเภท NC V3 เป็นหลังแรกของไทย  โดยอาคารต้องสามารถทำคะแนนได้ 80 คะแนนขึ้นไปจาก 110 คะแนน และต้องผ่านข้อบังคับทั้ง 8 ข้อของ LEED   ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะได้คะแนนราว 82 คะแนน ทั้งนี้จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าหากทางธนาคารต้องการทำคะแนนเพิ่มขึ้นกว่านี้ก็สามารถกระทำได้ แต่การลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้นมากเกินกว่างบประมาณที่วางไว้มาก ดังนั้น การทำคะแนนในแต่ละข้อต้องมีความถูกต้องและชัดเจนตามข้อกำหนดของ LEED  เนื่องจากคะแนนที่ใกล้กับคะแนนขั้นต่ำของระดับรางวัล Platinum มาก การมีส่วนร่วมและการประสามงานของทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก วิศวกร เจ้าของโครงการ  และที่สำคัญที่สุดคือ ที่ปรึกษา LEED  ที่จะต้องตีความหมายคะแนนและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้มีข้อผิดพลาดในการทำคะแนนให้น้อยที่สุด บทความนี้ ผู้เขียนได้สรุปแนวทางที่การทำคะแนน LEED ของศูนย์การเรียนรู้ธนาคารกสิกรไทยโดยได้แสดงไว้ในตารางคะแนน LEED ที่ระบุถึงคะแนนที่คาดว่าจะได้ และคะแนนที่ไม่มีการมุ่งทำคะแนน การทำคะแนนในตารางดังกล่าวนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรการการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่ามาตรการไหนได้ถูกนำมาใช้ในอาคารหลังนี้และเพราะเหตุใด  ในทางกลับกัน เหตุใดบางมาตรการจึงถูกปฏิเสธไม่ให้มีการลงทุนหรือนำมาใช้ในโครงการ  แนวทางดังกล่าวน่าจะมีส่วนช่วยผู้อ่านไม่มากก็น้อยใน การกำหนดแนวทางดำเนินโครงการอาคารที่มีความคุ้มทุนและมีประสิทธิภาพสูงสุด  เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการนี้มีค่อนข้างมากจึงไม่สามารถจบได้ในบทความเดียว  ผู้เขียนจึงขออธิบายแนวคิดและมาตรการต่างๆ เป็นตอนๆ ซึ่งในบทความตอนแรกนี้ ผู้เขียนจะอธิบายถึงแนวคิดตามหมวดคะแนนของ LEED  ซึ่งได้แก่ ความยั่งยืนของที่ตั้งโครงการ ของโครงการก่อน ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการใช้น้ำ พลังงานและบรรยากาศ วัสดุและทรัพยากร คุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร นวัตกรรม และความเร่งด่วนส่วนภูมิภาค จะขอยกไปอธิบายในบทความฉบับต่อไป 
ความยั่งยืนของที่ทั้งโครงการ (Sustainable Site)
ในหมวดนี้มีคะแนนสูงถึง 26 คะแนน และข้อบังคับ 1 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับที่ตั้งโครงการ และการออกแบบผังบริเวณของโครงการ

  • การก่อสร้างที่มีผลกระทบต่ำ เนื่องจากเป็นคะแนนข้อบังคับทางผู้รับเหมาะจำเป็นต้องจัดทำแผนควบคุมมลภาวะระหว่างการก่อสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐาน EPA (Environmental Protection Agency) โดยต้องคำนึงถึงการปนเปื้อนของท่อระบายน้ำ และคลองต่างๆ ที่อาจเกิดจากเศษฝุ่นและดินของโครงการ อีกทั้ง  ต้องมีมาตรการป้องกันฝุ่นที่เกิดขึ้น  ในโครงการนี้ตั้งอยู่ใกล้กับคลองขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำบางปะกง การป้องกันฝุ่นตะกอนด้วยรั้วขึงตาข่าย (silt fence) จึงมีความสำคัญมาก นอกจากนี้การวางแผนในการดักตะกอนด้วยร่องดิน(Earth dike)  ยังมีส่วนช่วยให้สามารถควบคุมการไหลของน้ำไปยังบ่อดักตะกอนก่อนที่น้ำจะไหลออกนอกพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ยังมีการขุดแอ่งเพื่อล้างล้อรถบรรทุก  การจัดพื้นที่ล้างสีและสารเคมี เพื่อให้การก่อสร้างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
  • การเลือกที่ตั้งโครงการที่เหมาะสม ในข้อนี้ต้องมีการวางแผนการหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงการในพื้นที่    ทางเกษตรกรรม สวนสาธารณะ แก้มลิง ที่อยู่อาศัยของสัตว์สงวน พื้นที่น้ำท่วมถึง และแหล่งน้ำต่างๆ  ซึ่งหลังจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ของโครงการไม่ได้อยู่ในพื้นที่ต้องห้ามตามข้อกำหนด  ซึ่งควรได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการเป็นภาษาอังกฤษเพื่อยื่นประเมินด้วย
  • พื้นที่ Brownfield  ซึ่งเป็นพื้นที่ทางอุตสาหกรรมที่มีการขจัดสารพิษตามมาตรฐาน ASTM การพัฒนาโครงการบนพื้นที่ดังกล่าว จึงถือเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ไร้ประโยชน์ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง เนื่องจากพื้นที่โครงการไม่มีหลักฐานว่ามีการปนเปื้อนมาก่อน จึงไม่สามารถทำคะแนนในข้อนี้ได้
  • การลดผลกระทบจากการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งถือว่ามีการใช้พลังงานอย่างมหาศาล ดังนั้น LEED จึงให้คะแนนไว้สูงถึง 12 คะแนน โดยมาตรการต่างๆ ประกอบด้วย การจัดทำแผนสนับสนุนการใช้  shutter bus  และห้ามการใช้รถยนต์ส่วนตัว (ขับมาคนเดียว) มาที่โครงการ ซึ่ง shutter bus จะทำการรับส่งจากโครงการที่ไม่มีระบบขนส่งมวลชนไปยังระบบขนส่งมวลชนที่ใกล้ที่สุด อีกทั้งยังมีการจัดที่จอดจักรยานพร้อมห้องอาบน้ำสำหรับพนักงานเพื่อความสะดวกในการเดินทางมายังอาคารจากอาคารใกล้เคียง และยังมีการระบุที่จดรถสำหรับรถ eco car และ carpool ไว้ในตำแหน่งที่จอดที่ดีที่สุด เพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์   ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด
  • การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตัวอาคารมีบริเวณพื้นที่สีเขียวโดยรอบอย่างเหลือเฟือ ซึ่งสามารถนับได้ทั้งเป็นพื้นที่    สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งตามเกณฑ์ LEED  นอกจากนี้เนื่องจากพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่าที่กฎหมายกำหนดมากกว่า 1.5 เท่า  จึงทำให้สามารถทำคะแนนพิเศษในหมวดนวัตกรรมได้อีก 1 คะแนน
  •  การลดปัญหาน้ำท่วม ทางโครงมีการจัดเตรียมบ่อหน่วงน้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในงาน ภูมิสถาปัตยกรรม ซึ่งจะสามารถใช้ในการหน่วงน้ำก่อนออกจากโครงการได้ บ่อดังกล่าวมีราคาไม่สูงนักผนวกกับมีพื้นที่โครงการมากจึงสามารถเตรียมพื้นที่บ่อไว้ได้  นอกจากนี้ยังมีการควบคุมคุณภาพของน้ำฝนด้วยการขุดบ่อซึมทรายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานภูมิสถาปัตยกรรมและมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับระบบ บ่อทรายที่ต้องพึ่งระบบปั๊มในการอัดแรงดัน  ซึ่งมีราคาสูงกว่าบ่อทรายธรรมชาติหลายเท่าตัว การใช้ระบบบ่อซึมทรายธรรมชาตินี้ต้องมีพื้นที่พอเพียงเพิ่มเติมจะระบบบ่อหน่วงน้ำที่ใช้ในการชะลอน้ำท่วมไหลล้น
  • ลดปรากฏการณ์เกาะร้อน(Urban Heat Island) เนื่องจากที่จอดรถบนดินกลางแจ้งมักทำด้วยคอนกรีต  หรือไม่ก็ลาดยางมะตอยซึ่งอมความร้อนสูง ที่จอดรถดังกล่าวจึงทำให้อุณหภูมิอากาศสูงขึ้นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง การแก้ปัญหาคือการไม่ให้ที่จอดรถโดนแดดซึ่งในโครงการนี้ได้มีการนำที่จอดรถสอดเข้าไปใต้อาคารได้ 100% จึงสามารถได้ทั้งคะแนนในหมวดนี้และในหมวดนวัตกรรมเพิ่มอีก 1 คะแนน ส่วนหลังคานั้น หากจะทำคะแนนต้องใช้กระเบื้องสีอ่อนที่มีค่า SRI 78 หรือ SRI 29 ที่ความชันหลังคามากกว่า 1:6 ขึ้นไป แต่เนื่องจากสีที่ผ่านเกณฑ์นั้นไม่กลมกลืนกับอาคารโดยรอบ ทางธนาคารจึงตัดสินใจ ไม่ทำคะแนนในหมวดหลังคาที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เกาะความร้อน
  • มลภาวะทางแสง ตัวอาคารมีการติดตั้ง timer  ซึ่งทำให้ทางอาคารสามารถความคุมการเปิดปิดได้จากศูนย์กลาง ทำให้สามารถควบคุมแสงที่อาจไปรบกวนต่อทั้งคนและสัตว์ยามค่ำคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบแสงสว่างภายนอกอาคารยังถูกออกแบบให้ไม่ใช้พลังงานมาก ไม่มีการฉายแสงไฟเข้าสู่อาคาร แต่ยังสว่างเพียงพอที่จะคงรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานให้กับผู้ใช้อาคาร นอกจากนี้โครงการ   ยังหลีกเลี่ยงการวางดวงโคมที่อาจส่องแสงเกินขอบเขตของพื้นทีโครงการ ผนวกกับการที่พื้นที่โครงการค่อนข้างกว้างและมีพื้นที่สวน (ไม่มีระบบแสงสว่าง) ล้อมรอบจึงสมารถทำคะแนนข้อนี้ได้ง่าย
Categories
Article

บทความอาคารเขียว โดย ดร จตุวัฒน์ วโรดมพันธ์

อาคาร [สี] เขียวอ่อน เขียวกลางๆ เขียวเข้ม

โดย ผศ.ดร.จตุวัฒน์ วโรดมพันธ์ LEED AP

ในปัจจุบันอาคารเขียว (Green building) กำลังเป็นสนใจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการการออกแบบและการก่อสร้าง ปัจจัยที่สำคัญคงจะเป็นภาพลักษณ์ของโครงการที่ดูน่าสนใจกว่าโครงการอื่นๆทั่วไปในท้องตลาด ภาพลักษณ์ที่หลายโครงการต้องการจะให้เป็นคือการเป็นผู้ใส่ใจทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงการในหลายๆด้าน ทั้งในแง่การส่งเสริมภาพลักษณ์องค์การ การเพิ่มมูลค่าโครงการ การแข่งขันในท้องตลาด การค่าไฟฟ้าอันเนื่องมาจากาการใช้พลังงานของอาคาร เป็นต้น ด้วยผลประโยชน์เหล่านี้ ผู้ประกอบการเริ่มตระหนักดีว่า การทำอาคารเพื่ออนุรักษ์เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม  ไม่ใช่เป็นเรื่องของเจตนารมณ์การทำดีเพื่อสังคมองค์รวมเพียงอย่างเดียว หากแต่การทำโครงการอาคารเขียวเป็นลักษณะ “Win Win” สามารถส่งเสริมธุรกิจของโครงการในหลากหลายรูปแบบ หากผู้ประกอบการมีการวางแผนให้ดีย่อมส่งผลเชิงบวกต่อโครงการในด้านต่างๆ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน อาคารเขียว ได้พัฒนามาถึงจุดที่มีเกณฑ์การประเมินแล้ว ซึ่งมีสถาบันทั้งในไทยและในต่างประเทศรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับในต่างประเทศ เกณฑ์ประเมินอาคารเขียวมีอยู่หลากหลาย ทั้ง BREEAM ของ อังกฤษ CASBEE ของ ญี่ปุ่น Green Globe ของแคนนาดา Green Star ของ ออสเตเลีย หรือ ใกล้ๆบ้านเราก็มี Green Mark ของสิงค์โปร์  แต่เกณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคงหนีไม่พ้นเกณฑ์ LEED ของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย USGBC โดยมีอาคารลงทะเบียนเข้าร่วมประเมินถึงกว่า 25,000 โครงการทั่วโลก สำหรับประเทศไทย เกณฑ์ที่กำลังพัฒนาและจะประกาศใช้ในเร็วๆนี้ได้แก่ TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) หรือ เกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย ก็กำลังเป็นเกณฑ์ที่ได้รับความสนใจในวงการวิชาชีพ ซึ่งเมื่อเกณฑ์ต่างๆเริ่มมีการประกาศใช้ ย่อมส่งผลต่อลักษณะของโครงการอาคารเขียวในหลายรูปแบบ ผู้เขียนได้จำแนกลักษณะของอาคารเขียวในปัจจุบันเป็น 3 เฉด คือ เขียวอ่อน เขียวกลางๆ และ เขียวเข้ม โดยในแต่ละเฉดจะมีความเข้มข้นในการออกแบบและก่อสร้างอาคารเขียวที่แตกต่างกัน อีกทั้ง ทั้ง 3 เฉดยังมีลักษณะที่ตรงกับบางธุรกิจ หรือ ประเภทอาคารต่างๆ ดังนั้นการทำความเข้าใจกับอาคารเขียวในเฉดต่างๆนี้ ย่อมส่งผลดีต่อผู้อ่านในการเข้าใจถึงโครงสร้างอาคารเขียวภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อันจะส่งผลต่อการปรับตัวให้ทันต่ออุตสาหกรรมอาคารเขียวที่จะมีขึ้นในอนาคต

อาคาร [สี]เขียวอ่อน

อาคารในกลุ่มนี้จะเน้นที่ภาพลักษณ์ของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยมุ่งหวังให้สังคมและคนทั่วไปรับรู้ถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการ แต่โครงการมักไม่มีการเข้าร่วมการประเมินอาคารเขียวอย่างเป็นทางการ  เนื่องจากอาคารกลุ่มนี้มีเป้าหมายเชิงธุรกิจอยู่ที่คนทั่วไปซึ่งยังไม่ทราบถึงการมีอยู่ของเกณฑ์การประเมินต่างๆ ตัวอาคารจึงไม่ได้มีแรงจูงใจที่จะเข้าร่วมประเมินอย่างเป็นทางการ ประกอบกับยังไม่แน่ใจว่าการเข้าร่วมประเมินและได้รางวัลระดับใดระดับหนึ่งมาจะคุ้มค่ากับการลงทุนและการทำงานที่มีความซับซ้อนขึ้นหรือไม่  แต่อย่างไรก็ดี กระแสทางสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงานก็เป็นมีการทวีความสำคัญในสังคมมากขึ้น ทั้งจากข่าวสารและการรณรงค์ของภาครัฐ ทำให้อาคารในกลุ่มเขียวอ่อนนี้ไม่อาจจะละเลยที่จะประยุกต์แนวคิดทางอาคารเขียวได้ ซึ่งอาคารเหล่านี้อาจนำประเด็นหรือแนวคิดทางสิ่งแวดล้อมที่ง่ายๆ ชัดเจน มาประยุกต์ใช้ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ หรือ แม้กระทั่งการนำพลังงานทางเลือก เช่น เซลแสงอาทิตย์มาใช้ ตัวอย่างกลุ่มอาคารที่ถือเป็นสีเขียวอ่อนในความเห็นของผู้เขียนคือกลุ่มอาคารคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัยที่เน้นจุดขายทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นอาคารที่เน้นกลุ้มเป้าหมายยังเป็นคนทั่วไปที่มีรายได้ระดับต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้ยังไม่ทราบเรื่องเกณฑ์การประเมินมากนัก ทำให้อาคารแนวคิดการพัฒนาอาคารเขียวอยู่บนแนวคิดของผู้พัฒนาโครงการมักจะมุ่นเน้นที่การตลาดเป็นสำคัญ อาคารในกลุ่มนี้ถือว่าดีกว่าอาคารทั่วไปที่ไม่คำนึงถึงเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่เน้นแต่เพียงยอดขายเพียงอย่างเดียวมากนัก แต่ก็ต้องพึงระวังถึงกลุ่มอาคารที่มุ่งสร้างยอดขายโดยใช้ประเด็นทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นจริง อาทิเช่น การใช้กระจกขนาดใหญ่เพื่อลดพลังงานจากแสงประดิษฐ์ด้วยแสงธรรมชาติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทั้งๆที่ การใช้กระจกมาเกินไปกลับเป็นการเปลืองพลังงานจากระบบปรับอากาศมากกว่า

อาคารที่ถือว่าเป็นตัวอย่างอาคารเขียวอ่อนตามความเห็นของผู้เขียน คือ Circle Living Prototype Condominiumซึ่งมีการใช้ความร้อนจากระบบปรับอากาศมาทำน้ำร้อน ใช้กระจกที่ดีกว่าอาคารทั่วไป ใช้ระบบกรองน้ำที่มีประสอสิทธิภาพ รวมถึงการมีระบบเซลแสงอาทิตย์ถึง 680 ตารางเมตร ซึ่งนับเป็นอาคารคอนโดมิเนียมแห่งแรกที่ลงทุนทางพลังงานหมันเวียนมากขนาดนี้ 

อาคาร [สี]เขียวกลางๆ

ต่างกับอาคารสีเขียวอ่อน อาคารเขียวกลางๆ นี้จะเริ่มมีการอ้างอิง เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวในการออกแบบ แต่อาจจะยังไม่มีการลงทะเบียนแสดงความเจตน์จำนงเข้าร่วมประเมินอย่างเป็นทางการ อาคารในกลุ่มนี้จะมีการนำเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวมาเป็นแนวทางในการออกแบบให้มากที่สุด เจ้าของหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารกลุ่มนี้เริ่มที่จะเห็นของความสำคัญของเกณฑ์การประเมินอาคารเขียว ว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอาคารของตนได้ แต่เนื่องจากอาคารเขียวที่มีการประเมินอย่างเป็นระบบนั้นนับเป็นเรื่องใหม่ จึงอาจไม่มีความเข้าใจในตัวระบบการประเมิน กระบวนการขั้นตอน งบประมาณที่ต้องมีการจัดสรรรองรับไว้ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการออกแบบแล้ว จึงมักจะไม่สามารถเข้าร่วมประเมินอย่างราบรื่นนัก ผลที่ตามมาก็คือการมอบหมายให้สถาปนิกและวิศวกรออกแบบตามเกณฑ์อาคารเขียวเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งในบางครั้งอาจตั้งเงื่อนไขว่างบประมาณการก่อสร้างต้องไม่เพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างอาคารในกลุ่มนี้คือกลุ่มอาคารราชการที่มีการประกวดแบบ ในบางครั้งข้อกำหนดในการประกวดจะระบุว่าให้ออกแบบอาคารภายใต้เกณฑ์การประเมินอาคารเขียว หรือไม่ผู้เข้าร่วมประกวดก็จะนำเสนอว่าอาคารจะถูกออกแบบภายใต้เกณฑ์อาคารเขียวและได้รางวัลระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งเมื่อได้รับดารว่าจ้างแล้วประเด็นอาคารเขียวมักจะมีความไม่ชัดเจน ทั้งในแง่งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา เป็นต้น อาคารที่ทางผู้เขียนได้มีประสบการณ์ในกระบวนการโดยตรงคือ การประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งเกือบทุกเจ้าที่เข้าประกวดในรอบสุดท้ายจะอ้างอิงว่าอาคารจะได้รับรางวัล LEED ระดับใดระดับหนึ่ง แต่แม้กระทั่วในปัจจุบันที่อาคารใกล้จะเริ่มก่อสร้างแล้ว ผู้เขียนยังไม่พบว่าอาคารได้ลงทะเบียนอาคารเขียว LEED ในฐานข้อมูล (แบบเปิดเผยของ USGBC และ GBCI)แต่อย่างใด ซึ่งในท้ายที่สุดหากอาคารในกลุ่มนี้มีความชัดเจนทั้งในแง่งบประมาณ และ กระบวนการ มากขึ้น ก็อาจนำไปสู่การเข้าร่วมประเมินอยากเป็นทางการในที่สุด

อาคาร [สี]เขียวเข้ม

อาคารในกลุ่มนี้จะมีการเข้าร่วมประเมินอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ LEED หรือ เกณฑ์อื่นๆก็ตาม ซึ่งอาคารในกลุ่มนี้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งเอารางวัลระดับต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากกลุ่มเจ้าของอาคารหรือผู้บริหารระดับสูงมีนโยบายชัดเจนในด้านอาคารเขียว ดังนั้น จึงมีการวางกรอบงบประมาณที่ชัดเจน การจัดจ้างที่ปรึกษาตั้งแต่เริ่มโครงการ อีกทั้งมีความยืดหยุ่นสูงสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว อาคารในกลุ่มนี้จะมีการนำเกณฑ์การประเมินมาวิเคราะห์หาแนวทางและกลยุทธการทำคะแนน และมีการประยุกต์ใช้มาตรการต่างๆอย่างจริงจัง ซึ่งมุ่งไปสู่การได้คะแนนสูงสุดภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้  อาคารจึงมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับหัวข้อคะแนนอาคารเขียวที่ได้มีการแบ่งหมวดหมู่ที่ครอบคลุม ตั้งแต่ ที่ตั้งโครงการและภูมิสถาปัตยกรรม การประหยัดน้ำ พลังงาน การใช้วัสดุ คุณภาพชีวิต และ การใช้นวัตกรรมใหม่ๆ  เป็นต้น ความท้าทายของอาคารในกลุ่มนี้คือ ความเที่ยงตรงในการทำคะแนนซึ่งไม่มุ่งเน้นเพียงแค่การทำเอกสาร หากแต่ต้องมุ่งเน้นที่เจตนารมณ์ของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง อาคารในกลุ่มนี้ คืออาคารเอกชนชั้นนำต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ อาทิเช่น ธนาคารกสิกรไทย ปูนซิเมนต์ไทย ปตท. Citibank USAID เป็นต้น ตัวอย่างอาคาร (สี)นี้ ตามความเห็นของผู้เขียนคือ อาคารธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่พหลโยธิน ได้ผ่านการรับรอง LEED ในหมวด Commercial Interior และได้รับรางวัลระดับ Gold เป็นหลังแรกของไทย ซึ่งมีการก่อสร้างที่คำนึงความสะอาดสูงสุด มีระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารที่ดีเยี่ยม การลดพลังงานด้วยระบบปรับอากาศและแสงสว่างที่ทันสมัย และได้มาตรฐาน ตลอดจนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่งานสถาปัตยกรรม ไปจนถึง เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวต่างๆ เป็นต้น   

สรุปภาพรวมอาคารเขียว

โครงสร้างของอาคารเขียวในไทยในขณะนี้ ตามประสบการณ์ของผู้เขียน คงหนีไม่พ้นอาคารเขียวในสามเฉดสีนี้ ซึ่งผู้เขียนไม่ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะบอกว่าอาคารเขียวในระดับสีใดสามารถอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้ว อาคาร (สี)เขียวอ่อน ที่มีการใช้มาตรการทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้น เต็มเปี่ยมด้วยเจตนารมณ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม ก็อาจทรงคุณค่าการอาคาร (สี)เขียวเข้ม ที่เน้นการทำเอกสารและหาช่องทางในการทำคะแนนเพื่อผ่านเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวเพียงอย่างเดียว อาคารเขียวแบบต่างๆตามการจำแนกของผู้เขียนเป็นเพียงระดับของอาคารเขียวในการเข้าสู่เกณฑ์การประเมินเป็นทางการมากน้อยเพียงไร ในอุดมคติแล้ว หากเจ้าของอาคารเต็มเปี่ยมด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยโลก และสิ่งแวดล้อม อย่างจริงใจ การเป็นอาคาเขียวเข้มก็เปรียบเสมือนรางวัลที่สังคมได้มอบให้แทนคำขอบคุณของทุกภาคส่วนในสังคมนั้น หากทุกฝ่ายมีแนวคิดเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นอาคารเขียวในเฉดใดอนาคตของอาคารที่ดีขึ้น อนุรักษ์พลังงาน และ เป็นมิตรก็สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ย่อมอยู่ไม่ไกลนัก